คณะนักวิจัยในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โฮโลแกรม 3 มิติเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง

งานวิจัยด้านโฮโลแกรม 3 มิติมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น นับเป็นเวลานานกว่า 30 ปี หลังจากคอหนังทั่วโลกได้ฮือฮากับฉากภาพโฮโลแกรม 3 มิติของเจ้าหญิงเลอาร้องขอความช่วยเหลือจากลุค สกายวอล์คเกอร์ และโอบีวัน เคนโนบี ในภาพยนตร์สตาร์วอร์สที่โด่งดังเมื่อปี 1977

เครื่องฉายภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ที่ติดตั้งในตัวหุ่นอาร์ทูดีทูสามารถฉายภาพ 3 มิติของเจ้าหญิงเลอาที่มีการปรับเปลี่ยนภาพเคลื่อนไหวตามเวลาจริงแบบเรียลไทม์ แนวคิดแปลกใหม่น่าสนใจของภาพยนตร์กำลังจะกลายเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลล้ำสมัยในอนาคต

ภาพโฮโลแกรมแบบ 3 มิติที่สร้างขึ้นด้วยการฉายแสงเลเซอร์ส่องบนวัตถุเพื่อให้ภาพตกกระทบบนหน้าจอมอนิเตอร์ที่ไวต่อแสง ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงทำให้โฮโลแกรม 3 มิติเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง
โฮโลแกรม 3 มิติเป็นเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระยะไกลระหว่างบุคคลต้นทางและปลายทางที่อยู่ต่างสถานที่กัน สามารถโต้ตอบแบบตัวต่อตัว ยิ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเท่าใด ภาพ 3 มิติที่ปรากฏจะยิ่งชัดเจนและสมจริงราวกับจับต้องได้

แม้ว่าการสื่อสารทางไกลแบบโฮโลแกรม 3 มิติที่นำมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบันยังไม่สามารถส่งภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ไปปรากฏทั่วโลก แต่งานวิจัยในเรื่องนี้ล่าสุดมีความก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ทำให้เทคโนโลยี 3 มิติเหมือนจริงมีการตอบสนองตามเวลาจริง ระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพจะดูมีชีวิตชีวามากขึ้นในอนาคต

ศาสตราจารย์นาสเซอร์ เพย์แฮมมาเรียน (Nasser Peyghambarian) จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาในสหรัฐอเมริกา และเพื่อนร่วมงาน ร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีโฮโลแกรม สามารถฉายภาพ 3 มิติที่มองเห็นได้เกือบ 360 องศา จากสถานที่อื่นทั่วโลก และมีการปรับเปลี่ยนภาพใหม่ทุก 2 วินาที
เทคโนโลยี 3 มิติแบบเรียลไทม์ที่รู้จักกันในชื่อ TelePresence เป็นนวัตกรรมการสื่อสารทันสมัยล่าสุดสำหรับการประชุมทางไกลออนไลน์ สามารถสร้างภาพมายาแบบเต็มตัว ทำให้ภาพ 3 มิติหลุดออกมาจากฉากหลัง ดูเหมือนจริงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีแบบอื่น

นักวิจัยกล่าวว่า เทคโนโลยี 3 มิติแบบเรียลไทม์จะเป็นเครื่องมือใช้งานเกี่ยวกับการทำแอนิเมชั่นในภาพยนตร์เคลื่อนไหว 3 มิติก่อนอย่างอื่น ตามแบบอย่างภาพยนตร์ 3 มิติเรื่อง Avatar

เทคโนโลยี 3 มิติสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้งานจำนวนมาก รวมถึงการประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และเครื่องบิน ทีมนักออกแบบและวิศวกรสามารถมองภาพโฮโลแกรม 3 มิติ พร้อมกับทำการออกแบบและปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้คาดว่าจะเกิดประโยชน์อย่างสูงต่อวงการแพทย์ สามารถใช้เทคโนโลยี 3 มิติช่วยในการออกแบบการผ่าตัด ตลอดจนสามารถระดมทีมแพทย์จากทั่วโลกเข้าร่วมมือในการผ่าตัดที่ซับซ้อนในเวลาเดียวกัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำและประสบความสำเร็จสูงสุด

ระบบการสร้างโฮโลแกรมทำได้โดยใช้กล้องถ่ายภาพสีจากหลายมุมมองที่แตกต่างกันและส่งผ่านสายอีเทอร์เน็ต ภาพถ่ายจะปรากฏบนแผ่นโพลีเมอร์ไวต่อแสงชนิดใหม่ และมีการปรับเปลี่ยนภาพทุก 2-3 วินาที

ในอนาคตจอภาพรุ่นใหม่จะเป็นจอแบบวางราบบนโต๊ะ โดยระบบจะสร้างภาพแสงที่ลอยอยู่เหนือจอภาพ
เทคโนโลยี 3 มิติแบบ TelePresence แตกต่างจากเทคโนโลยี 3 มินิทั่วไปหลายด้าน
โดยปรกติแล้วการสร้างภาพ 3 มิติจะใช้หลักการเดียวกันคือ การฉายภาพให้ตาแต่ละข้างเห็นภาพต่างมุมมองกัน ตาทั้งสองรับภาพไม่เท่ากันจะสามารถรู้ระยะ ตื้น ลึกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ชมจะต้องสวมแว่นตาพิเศษแบบที่เห็นในโรงภาพยนตร์ เลนส์ข้างหนึ่งมีสีแดง เลนส์อีกข้างมีสีน้ำเงิน

แต่เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติไม่ใช้แว่นตาพิเศษ จำนวนของภาพก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของกล้องที่ใช้ถ่ายภาพ

เมื่อนำโฮโลแกรม 3 มิติแบบเต็มตัวมาใช้กับการประชุมทางไกล คนที่นั่งด้านหน้าของโต๊ะเท่านั้นที่จะมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ส่วนคนที่นั่งด้านข้างจะมองเห็นภาพคนหันข้างให้ และคนที่นั่งด้านหลังโต๊ะจะเห็นภาพคนหันหลังให้

ยุคแรกที่นักวิจัยกลุ่มนี้ริเริ่มพัฒนาระบบโฮโลแกรม 3 มิติอยู่ในช่วงปี 2008 ยังมองเห็นเพียงภาพ 3 มิติสีขาวดำ มีการปรับเปลี่ยนภาพทุกๆ 4 นาที ทีมงานเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันสามารถทำให้ระบบปรับเปลี่ยนภาพเร็วขึ้นมากกว่า 100 เท่า

ระบบโฮโลแกรม 3 มิติล่าสุดถือเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหญ่ สร้างโอกาสใหม่ในการมองเห็นภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ งานวิจัยยังดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาคุณภาพของภาพให้ดีขึ้น พร้อมทั้งจะปรับปรุงระบบ ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลง คาดว่าจะบรรลุผลตามเป้าหมายภายในเวลาประมาณ 2 ปี

Advertisements